ด้านล่างของเครื่องเป็นพลาสติกผิวด้าน มีปุ่มยางและขารองเครื่องตามตำแหน่งต่าง ๆ ช่องสำหรับต่อ Sheet Battery ลำโพง และกล้องหลังที่ใช้เซนเซอร์แบบเดียวกันกับกล้องหน้า
ลำโพงนั้นสามารถเลือกใช้การประมวล xLOUD / Clear Phase ของทาง Sony เอง ที่จะช่วยให้เสียงที่ออกจากลำโพงตัวเล็ก ๆ มีความดังมากขึ้น ไม่แตกพร่า และให้มิติเสียงแบบสเตอริโอชัดเจนขึ้น หรือจะใช้ Dolby Home Theater v4 ที่สร้างเสียงรอบทิศทางแบบจำลอง
อย่างที่บอกไว้ในหน้าก่อนหน้า ขารองเครื่องด้านหลังสามารถที่จะยกปรับระดับขึ้นมาเพื่อให้เสียบสาย LAN ด้านหลังได้
ด้านล่างยังเป็นที่อยู่ของปุ่มควบคุมเสียง ปุ่มเปิด – ปิด autorotate หน้าจอ และปุ่ม Assist สำหรับเรียกโปรแกรม VAIO Care บอกตามตรงว่าออกแบบมาได้กดยากมาก ๆ ในการใช้งานแนวนอนครับ ถ้าใช้งานแนวตั้งจะกดง่ายกว่านิดนึง เพราะมันจะอยู่ตรงบริเวณที่มือเราไปจับพอดี แต่เนื่องจากปุ่มทำมาเตี๊ยมาก ทำให้คลำหาลำบากอีก
ไฟสถานะต่าง ๆ มีแค่ 4 ดวง คือ Power, Charging, HDD และ Wireless และตรงบริเวณใกล้ ๆ กันนั้น เป็นที่อยู่ของเสา NFC ซึ่งถ้าเรามีอุปกรณ์ที่รองรับ NFC เวลาช้ก็เอามาแตะที่จุดนี้แหละ ซึ่งการใช้งานจริงค่อนข้างทุลักทุเลมาก เพราะต้องยกเครื่องขึ้นมาเพื่อเอาไปแตะกับอุปกรณ์อื่น
การสไลด์หน้าจอเพื่อใช้งานหน้าจอคีย์บอร์ดนั้น ทำได้โดยใช้มือข้างนึงประคองเครื่องไว้ แล้วใช้มืออีกข้างจับตรงที่จับด้านบนจอ แล้วดึงออกไปเบา ๆ กลไกจะสไลด์จอต่อให้เอง จนจอเอียงไป 60° และเผยให้เห็นคีย์บอร์ดข้างล่างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งการเคลื่อนไหวของหน้าจอมันจะคล้าย ๆ กับคนเล่นกระดานโต้คลื่นเวลาไต่คลื่น ทาง Sony เลยเรียกกลไกนี้ว่า Surf Slider นั้นเอง เวลาพับจอเก็บก็เพียงจับตรงมุมจอด้านบนทั้งสองด้านแล้วกดลงไปจนจอมันสไลด์ลงไปเหมือนเดิม
กลไก Surf Slider ประกอบด้วยสปริงและรางสไลด์ที่ทำจากโลหะทั้งสองด้าน โดยรวมดูแข็งแรงมาก
อย่างไรก็ตาม ก็มีสายแพโผล่ออกมาทางด้านหลังทั้งสองด้าน เข้าใจว่าในการใช้งานปกติคงไม่มีผลอะไร แต่เวลาสไลด์หน้าจอเก็บ คงต้องระวังไม่ให้มีอะไรหลงเข้าไปในช่องว่าง
ด้านหลังหน้าจอ มีโลโก้ Windows และ Intel สกรีนติดอยู่ และมีสติ๊กเกอร์ Ultrabook ติดอยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเครื่องที่ลง Windows 8 มา จะต้องติด Genuine Microsoft Label มาด้วย แต่ Duo 11 ใช้การสกรีนแทน ส่วน Product Key นั้น เดี๋ยวนี้ทาง Microsoft เปลี่ยนให้ไปเก็บใน BIOS แทน ไม่จำเป็นต้องติด COA ด้านนอกเครื่องแล้ว
อีกด้านระบุชื่อรุ่น และบอกว่าเครื่องนี้ผลิตที่ญี่ปุ่น เนื่องจากความซับซ้อนของกลไก Surf Slider นั้นเอง ส่วนรหัสซีเรียลเครื่อง จะอยู่ด้านในจอทางขวา หลังจากสไลด์จอแล้ว
สำหรับโรงงานที่ผลิต เข้าใจว่าน่าจะผลิตที่โรงงาน Sony Nagano TEC ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Azumino ซึ่งเป็นศูนย์ออกแบบ วิจัย พัฒนา และผลิตคอมพิวเตอร์ VAIO จะบอกว่ามันคือบ้านเกิดของ VAIO ทุกรุ่นก็ว่าได้ แฟน VAIO พันธุ์แท้น่าจะถูกใจตรงจุดนี้นะครับ
เมื่อสไลด์จอออกไปแล้ว ก็จะได้เห็นโลโก้ VAIO ชุบโครเมียมเงางามด้านหลัง
เมื่อกางจอออกมาก็จะเจอกับคีย์บอร์ด 83 คีย์ พร้อมไฟส่องด้านล่าง ซึ่งจะทำงานโดยอัตโนมัติในที่แสงน้อย ตัวแป้นนั้นมีขนาดเล็กและมีช่วงกดที่สั้นมากกว่า Ultrabook ทั่ว ๆ ไป ทำให้เกิดปัญหากดคีย์ไม่ติดหรือพิมพ์เกินเวลาพิมพ์เร็ว ๆ ซึ่งแก้ได้โดยการกดคีย์ให้หนักมือมากขึ้น นอกจากนี้ปุ่มแถวที่ 5 ทางขวามีมีการลดขนาดแป้นให้เล็กกว่าปกติ เพื่อให้ใส่คีย์ทิศทางได้ ทำให้อาจจะกะปุ่มที่จะกดเวลาพิมพ์พลาดเหมือนกัน
สำหรับอุปกรณ์การชี้ เนื่องจากพื้นที่จำกัด ทำให้ใส่ Trackpad แบบปกติไม่ได้ เลยต้องใส่ Optical TrackPad จาก CrucialTec แทน ซึ่งจะมีปุ่มคลิกซ้าย เลื่อนหน้าจอ และคลิกขวามาให้ สำหรับการใช้งานจริงนั้นก็อาจจะต้องปรับตัวเยอะหน่อย แต่ถ้าใครผ่าน TrackPoint ใน ThinkPad หรือแล็ปท็อปธุรกิจจากค่ายอื่นมาแล้ว จะไม่ต้องปรับตัวในการใช้งานมากเท่าไร เพราะหลักการเหมือนกัน
ในส่วนปากกาสไตลัสนั้น ทำออกมามีน้ำหนักและศูนย์ถ่วงที่พอ ดิบพอดี สามารถจับน้ำหนักการเขียนหนัก – เบาได้ และมีปุ่มบนตัวปากกาสองปุ่ม โดยปุ่มเล็กจะเป็นปุ่มสำหรับเรียกโปรแกรม Active Clip ปุ่มใหญ่เมื่อกดค้างแล้วลากจะเป็นการใช้ยางลบ หรือกดสองทีเพื่อเรียกแอพ Note Anytime หากจะคลิกขวา ก็ให้กดหัวปากกาค้างจนมีวงกลมวนครบรอบ ก็จะคลิกขวาได้
หัวปากกานั้นสามารถถอดเปลี่ยนได้ ทาง Sony ใส่หัวมาให้สองแบบคือแบบแข็ง (ติดที่ปากกา) กับแบบอ่อน ข้อเสียของปากกาตัวนี้คือต้องใช้พลังงานจากถ่านขนาด AAAA เหมือนกับปากกาของ ThinkPad Tablet ซึ่งเคลมอายุการใช้งานต่อถ่าน 1 ก้อนไว้ประมาณ 18 เดือน
สำหรับหูฟังแบบสอดหู MDR-NC033L2 ที่ให้มาด้วยกัน เป็นตัวเดียวกับที่ Sony ให้มากับ Walkman รุ่นที่มีหน่วยประมวลผล Digital Noise Canceling ในตัว เช่น Walkman Z ในเรื่องของสเปก หูฟังรุ่นนี้มีพื้นฐานจากหูฟังรุ่น MDR-NC33 แต่ตัดส่วนกล่องประมวลผลออกไป (เพราะมีบนตัวอุปกรณ์ที่จะนำไปเสียบแล้ว) เหลือเพียงไดร์เวอร์แบบไดนามิคขนาด 13.5 มม. ไมค์สำหรับฟังเสียงรบกวนบนตัวหูฟัง สายแบบ OFC และหัวปลั๊กชุบทองเท่านั้น
ในเรื่องของสเปกนั้น เครื่องที่เอามารีวิวเป็นรุ่นล่างสุดของ Oversea Model รหัส SVD11215CHB สำหรับขายในไทยโดยมีสเปกดังนี้ (ขอข้ามตัวที่อธิบายไปแล้วก่อนหน้านะครับ)
-
CPU: Intel Core i5-3317U ความเร็ว 1.70 GHz
-
GPU: Intel HD Graphics 4000
-
SSD: 128 GB จาก Toshiba
-
RAM: DDR3 ขนาด 4 GB เป็นบัดกรีลงบอร์ด 2 GB และใส่เป็นการ์ดแบบพิเศษ 2 GB
-
Wireless: Intel Centrino Advanced-N 6235 รองรับ WiFi a/b/g/n ความเร็วสูงสุด 300 Mbps พร้อม Bluetooth 4.0 + HS
-
GPS
-
Windows 8 64 bit Single Language
-
ปากกา และหูฟังตัดเสียงรบกวน
สำหรับ Oversea Model อีกตัว ที่เป็นตัวท็อปสุดจะเป็น Core i7-3517U ความเร็ว 1.9 GHz, SSD 256 GB, RAM 8 GB และ Windows 8 Pro ครับ
ในประเทศที่สามารถปรับแต่งสเปกได้ จะมีซีพียูให้เลือกตั้งแต่ Intel Core i3 ไปถึง Core i7-3517U ขนาด SSD ตั้งแต่ 64 GB – 256 GB และ RAM ตั้งแต่ 4, 6 และ 8 GB แต่ในประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิดนั้นจะได้ซีพียู Core i7-3667U ความเร็ว 2.0 GHz และ WiMAX ให้เลือกด้วย
ตอนหน้าเราไปดูเรื่องของซอฟต์แวร์และการใช้งานจริงกันครับ














Pingback: รีวิว Sony VAIO Duo 11 ตัวขายจริง ภาคซอฟต์แวร์และการใช้งานจริง
Pingback: รีวิว Sony WALKMAN F800 เครื่องเล่นมีเดียพลัง Android ภาคฮาร์ดแวร์
Pingback: รีวิว แล็ปท็อปแปลงร่างรุ่นสอง VAIO Duo 13 จาก Sony ภาคฮาร์ดแวร์
Pingback: รีวิว SanDisk Extreme USB 3.0 32 GB แฟลชไดร์ฟความเร็วระดับ 100 MB/s
Pingback: Dell XPS 13 9360 แล็ปท็อปจอไร้ขอบ | RE.V –>
Pingback: ลองเล่น แล็ปท็อปแปลงร่าง Dell Inspiron 13 7000 2-in-1 7373 | RE.V –>