รีวิว Signature ตัวน้อย Sony Walkman ZX300

Set up

Sony Walkman ZX300

การเริ่มต้นใช้งาน Walkman ZX300 ครั้งแรกนั้น เบื้องต้นไม่ได้มีความแตกต่างจากตอนที่ผมรีวิว Walkman A30 สักเท่าไร คือตั้งค่าภาษาและเวลา จากนั้นนำไปเสียบกับคอมพิวเตอร์เพื่อโอนเพลงลงมาในเครื่อง

ด้วยความที่ ZX300 สามารถใช้งานเป็นแอมป์หูฟังได้ ซึ่งหากจะใช้ความสามารถนี้บนคอมพิวเตอร์ Windows จะต้องไปดาวน์โหลด Sony USB Audio Driver for Windows จากเว็บไซต์ของ Sony มาลงที่เครื่องเสียก่อน คอมพิวเตอร์ถึงจะเจอ Walkman ตอนที่เข้าโหมด USB DAC ส่วนคอมพิวเตอร์ macOS นั้นไม่จำเป็นต้องโหลดไดร์เวอร์เพิ่มเติมใด ๆ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ Hi-Res Audio Player ไว้เล่นเพลงได้เลย

Sony | Music Center for PC

ในส่วนของโปรแกรมจัดการไฟล์เพลงนั้น ทาง Sony ได้เลิกใช้งานซอฟต์แวร์ Media Go แล้วเปลี่ยนมาใช้ Sony | Music Center for PC แทน ซึ่งในแง่การใช้งานก็ไม่ได้แตกต่างจากสมัย Media Go เท่าไรนัก เพียงแต่ฟังก์ชั่นบางอย่างของ Media Go นั้นหายไป เช่น การแปลงไฟล์เพลงความละเอียดสูงต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบ FLAC แต่ก็ได้ฟังก์ชั่นการเล่นเพลงใหม่ ๆ เช่น DSEE มาแทน

รูปแบบไฟล์ที่ Walkman ZX300 รองรับนั้น ยังคงเหมือนกับ Walkman ที่รองรับ Hi-Res Audio รุ่นก่อนหน้า แต่เพิ่มรูปแบบไฟล์ที่รองรับอย่าง APE และ MQA ตามที่เคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว

Sony Walkman ZX300 - Guide to High Quality Sound

และเช่นเดียวกับ Walkman รุ่นที่ใช้ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่ ทาง Sony แนะนำให้ใช้ฟังเพลงด้วยระดับเสียงที่ไม่เบามากไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวเก็บประจุมีความเสถียรในการทำงาน โดยสำหรับ ZX300 นั้น ทาง Sony แนะนำให้ฟังเพลงไป 200 ชม. ต่อแจ็ค 1 ช่อง ว่าง่าย ๆ ก็คือต้องใช้เวลา 400 ชม.เพื่อให้ตัวเก็บประจุนั้นสามารถทำงานได้เต็มที่นั่นเอง

Performance

Sony Walkman ZX300

เนื่องจากตัวผมเองได้มีโอกาสทดลองใช้งานเจ้า Walkman ZX300 ไปตอนงานเปิดตัวในไทยปีที่แล้ว ซึ่งตัวเครื่องและซอฟต์แวร์การทำงานต่าง ๆ ของเครื่องในงานก็ไม่ได้แตกต่างจากเครื่องตัวจริงที่ผมได้มารีวิว รีวิวคราวนี้จึงจะโฟกัสในแง่ของแนวเสียง และความสามารถอื่น ๆ ที่ผมไม่สามารถลองได้ในงานคราวนั้น

ผมฟังเพลงที่ผมใช้เพื่อทดลองฟังด้วย Walkman ZX300 สลับกับ Walkman ZX1 ผมคิดว่าเสียงของ ZX300 ยังคงมีลักษณะสว่าง เน้นการฟังที่สนุกตามแบบฉบับ Walkman ตระกูล ZX อยู่ก็จริง แต่ก็ได้มีการปรับเสียงให้ฟังดูสุขุม๑ไปทาง Walkman Signature Series มากขึ้น

แนวเสียงของ ZX300 ถึงจะไม่ออกไปในลักษณะสว่างมากเท่าเดิม แต่ก็มีความโปร่งใสมากขึ้นกว่าพี่น้อง Walkman ZX รุ่นก่อนหน้า และมีย่านเสียงแหลมที่คมชัด มีหางเสียงที่ไปได้ไกล แสดงรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ย่านเสียงกลางจะไม่หนาเท่ารุ่นก่อนหน้า แต่ฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เสียงเบสลงได้ลึก แต่ปริมาณจะไม่เยอะเท่ากับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งใครอยากที่จะปรับแต่งเพิ่มลดเสียงก็สามารถใช้ Tone Control ช่วยปรับได้ ซึ่ง ZX300 ก็สามารถที่จะตอบสนองการปรับแต่งได้เป็นอย่างดี จนทำให้ลักษณะเสียงข้างต้นนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลยทีเดียว

การแยกรายละเอียดและมิติของเสียงทำได้ดีกว่า ZX1 เดิม เข้าใกล้เคียงระดับ Walkman WM1 มากขึ้น จะเรียกว่าหนีการปรับปรุงของรุ่นน้อง Walkman A ที่กำลังไล่เข้ามาก็ไม่แปลกนัก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อแบบ Balanced ที่ผมรู้สึกว่าให้มิติเสียงที่ดีกว่าการเชื่อมต่อปกติ

Sony Walkman ZX300

สำหรับตัวประมวลเสียงต่าง ๆ ที่ใส่เข้ามาเพิ่มเติมนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการปรับแต่งที่ทำได้มากขึ้น หรือฮาร์ดแวร์มันดีขึ้น เลยทำให้การประมวลเสียงที่ปกติผมมักจะไม่ค่อยสังเกตถึงความแตกต่างนั้น ได้รู้สึกถึงความแตกต่างนั้นได้ อย่าง DSEE HX ที่ผมเลือกใช้ตัวเลือก Female Vocal ที่ทำให้รู้สึกว่าเสียงนักร้องหญิงในเพลงที่ผมฟังบางเพลงมีความ Airy มากขึ้น หรือ DC Phase Linearizer ที่ผมเลือกใช้ Type B Standard ก็รูัสึกถึงความอิ่มของเสียงเบสทีเพิ่มมากขึ้น

ส่วนกำลังขับหูฟังของ ZX300 นั้น ผมเองมักจะปรับระดับความดังอยุ่แถว ๆ ช่วง 40 – 60 จาก 120 เพื่อให้ได้ความดังใกล้เคียงกับ Walkman ZX1 ที่ผมใช้งานอยู่ประมาณ 8 – 12 จาก 15 แต่ผมรู้สึกว่า Gain มาตรฐานของตัวเครื่องไม่สามารถขับหูฟังแบบครอบหูที่ผมมีอย่าง MDR-Z1000 หรือ MDR-1AM2 ที่เพิ่งจะรีวิวไปได้อย่างเต็มที่ ทำให้ต้องเปิดใช้งาน High Gain ซึ่งช่วยให้ขับหูฟังได้เต็มที่มากขึ้น

นอกจากหูฟังครอบหูที่สามารถขับง่าย ๆ แล้ว ผมยังได้นำ MDR-Z7 ที่เป็นหูฟังที่ต้องใช้กำลังขับพอสมควร และใน Walkman ตระกูล ZX รุ่นก่อนหน้าก็ไม่มีกำลังขับเพียงพอที่จะขับมันได้มาลองใช้งานผ่านแจ็ค Balanced ด้วย ซึ่งผมก็พบว่า ZX300 นั้นสามารถที่จะขับหูฟังตัวนี้ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเสียงที่ออกมานั้นขาด dynamic หนักเบาที่ควรจะมีในเพลงที่ฟังไป

Sony Walkman ZX300

สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายนั้น ผมได้นำเอาเจ้า MDR-1ABT เจ้าเก่ามาใช้งานร่วมกับเครื่อง โดยเลือกใช้ LDAC แบบเน้นคุณภาพ ซึ่งเสียงที่ได้ก็ยังออกมาคล้าย ๆ กับตอนเอาหูฟังตัวนี้ไปใช้กับเครื่องเล่นตัวอื่นที่เป็น LDAC ส่วนความเสถียรของสัญญาณก็ทำได้ดีเหมือนกับตอนที่รีวิว Walkman A30 ไปก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มีโอกาสลอง A2DP codec ตัวใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง aptX HD เพราะไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้ codec ดังกล่าว

Sony Walkman ZX300

การเชื่อมต่อกับ DAC ก็ยังคงเหมือน Walkman รุ่นก่อนหน้าที่สามารถส่งสัญญาณเสียงแบบ DSD ไปถอดรหัสที่ DAC ปลายทางได้เลยโดยตรง

Sony Walkman ZX300

สำหรับความสามารถใหม่อย่าง USB DAC นั้น จากการนำไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ผมคิดว่าลักษณะเสียงต่าง ๆ นั้นยังคงเหมือนตอนใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงเลย เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเสียงมันจะมาไม่ตรงกับภาพเวลาดูวิดีโอ ซึ่งเมื่อผมไปค้นข้อมูลดูก็พบว่าทาง Sony ได้ทราบถึงเรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีวิธีแก้ไขออกมา ผมเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะโหมด USB DAC ของ ZX300 น่าจะมี latency สูงจากการประมวลผลต่าง ๆ ในตัวเครื่อง

อายุการใช้งานต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้งนั้น ผมได้ต่อหูฟังผ่านแจ็ค 3.5 มม. สลับกับ 4.4 มม. เปิดใช้งาน DSEE HX, DC Linearizer และ Dynamic Normalizer เปิดไฟล์เพลง MP3, DSD และ FLAC ทั้งความละเอียดปกติและความละเอียดสูง รวมทั้งเปิด Battery Care ซึ่งจะชาร์จไฟเข้าเครื่องเพียง 90% เพื่อถนอมแบตเตอรี่ ใช้งานไปประมาณ 7 ชม. ก่อนที่แบตเตอรี่จะลดลงเหลือ 2 ขีด ส่วนการชาร์จไฟกลับจาก 1 ขีดเป็น 4 ขีดเต็มนั้นใช้เวลาประมาณเกือบ 4 ชม.

Conclusion

Sony Walkman ZX300

หลังจากใช้งาน Walkman ZX300 มาร่วมเดือน ผมคิดว่า Sony เองได้มีทิศทางในการปรับปรุง Walkman ตระกูลนี้เป็นอย่างดี คือสิ่งที่ดีอยู่แล้วก็รักษาเอาไว้ สิ่งไหนที่ปรับปรุงได้ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมทั้งการใส่ความสามารถใหม่ ๆ เพื่อให้เครื่องนั้นมีความทันสมัย

สิ่งที่ผมชอบใน Walkman ตัวนี้มากที่สุด คือการที่ Sony สามารถนำความสามารถต่าง ๆ มาใส่ และสร้างความสมดุลจนได้เครื่องเล่นเพลงที่เสียงดี ปรับแต่งเสียงได้มาก มีกำลังที่จะขับหูฟังทั่วไป ในขนาดที่ยังสามารถพกพาได้ง่ายโดยไม่เป็นภาระอยู่

ใครที่กำลังมองหาเครื่องเล่นเพลงที่มีคุณสมบัติที่ผมเขียนไปข้างต้นอยู่ Walkman ZX300 นั้นเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดครับ

Like

  • ขนาดตัวเครื่องเหมาะสมในการพกพาไปนอกสถานที่
  • วัสดุดี ดูหรูหรา โดยเฉพาะกระจกผิวพ่นทราย
  • บุคลิกเสียงที่ฟังสนุก แต่ก็มีความเป็น Hi-Fi อยู่
  • มีตัวประมวลผลเสียงให้ปรับแต่งเสียงได้มาก และตัวเครื่องก็สามารถแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้
  • รองรับรูปแบบไฟล์เพลงและ A2DP Codec ได้หลากหลาย
  • โหมด USB DAC ทำให้ใช้งานได้หลายอย่างมากขึ้น
  • อายุแบตเตอรี่ที่อยู่ได้นาน

Don’t like

  • หน่วยความจำภายในมีขนาดลดลงจากรุ่นก่อนหน้า (128 GB เหลือ 64 GB)
  • เสียงขาด Dynamic เมื่อต่อกับหูฟังที่ต้องใช้กำลังขับมาก
  • โหมด USB DAC มี Latency มาก ไม่เหมาะกับการดูวิดีโอ

ขอขอบคุณทาง Sony Thai ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์เพื่อการรีวิวครับ

More info

Sony

ZX300 Project Member’s Voice

Leave a Reply