Product – Hardware
Babyface Pro เป็น Audio Interface ขนาดพกพา รูปทรงคล้ายลิ่ม มีขนาดใกล้เคียงกับ Audio Interface ที่มีช่องต่อเข้าออก 2 – 4 ช่องจากยี่ห้ออื่น ๆ ตัวถังนั้นผลิตจากก้อนอะลูมิเนียม แล้วทำผิวพ่นทรายที่ทนต่อรอยขีดขวด รู้สึกได้ถึงความแข็งแรงขณะหยิบจับและใช้งาน
ช่องสัญญาณเข้าออกแอนะล็อก 1 และ 2 ในรูปแบบแจ็ค XLR จะอยู่ที่ด้านหลังของเครื่อง โดยทางผู้พัฒนาได้ออกแบบให้ตัวถังอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของช่อง XLR เลย เพื่อให้ประหยัดพื้นที่
ช่องสัญญาณขาเข้า XLR นั้นใช้วงจรบัฟเฟอร์ปรับกำลังขยาย จึงสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งปรีไมค์และ Line in โดยสามารถปรับกำลังขยายได้สูงสุด 65 dB มี PAD ที่สามารถลดความแรงของสัญญาณได้ 11 dB รวมทั้งสามารถจ่ายไฟ 48 V เพื่อเลี้ยงไมค์ที่ต้องการ Phantom Power ได้ด้วย
ช่องสัญญาณเข้าออกแอนะล็อก 3 และ 4 จะอยู่บริเวณด้านขวาของเครื่องโดยช่องสัญญาณขาเข้าจะเป็นแจ็ค TS ขนาด 1/4 นิ้ว มีความต้านทาน 1 ล้านโอห์ม สำหรับเสียบกีต้าร์ เครื่องดนตรี หรืออุปกรณ์อื่น ๆ โดยสามารถปรับกำลังขยายได้สูงสุด 9 dB
ส่วนช่องสัญญาณขาออก 3 – 4 จะต่อเข้ากับวงจรหูฟังความต้านทานต่ำ (แจ็ค 1/8 นิ้ว) และวงจรหูฟังความต้านทานสูง (แจ็ค 1/4 นิ้ว) แยกกัน นอกจากนี้แจ็คทั้งสองยังสามารถใช้งานเป็น Line out ต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย
ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของพอร์ต USB Type B, แจ็คต่ออะแดปเตอร์, แจ็ค MIDI In และ Out (ต้องต่อกับสายแยกหัวที่ให้มา) และแจ็คช่องสัญญาณดิจิทัลเข้าออก TOSLINK ซึ่งสามารถเลือกใช้งานเป็น SPDIF จำนวน 2 ช่องสัญญาณหรือ ADAT จำนวน 8 ช่องสัญญาณที่ความละเอียด 24 bit 48 kHz ได้
นอกจากนี้ช่องสัญญาณ ADAT ยังสามารถทำ S/MUX เพื่อเพิ่มความละเอียดสูงสุดของสัญญาณเสียงที่รองรับ ด้วยการรวมช่องสัญญาณ ADAT ที่มีอยู่แล้ว โดยสามารถรวมได้สูงสุดเป็น 4 ช่องสัญญาณที่ความละเอียด 24 bit 96 kHz
ด้านล่างของตัวเครื่อง จะมีปุ่มยางรองเครื่องที่มุมทั้ง 4 ของเครื่อง และรูสำหรับขั้นเข้ากับขาตั้งไมค์ที่มีขนาดสกรู 3/8 นิ้วได้
ส่วนการควบคุมและแสดงผลนั้น Babyface Pro มาพร้อมกับตัวแสดงสัญญาณขาเข้าและออกแบบ LED ปุ่มกดด้านล่างหน้าจอ 4 ปุ่ม ปุ่มหมุนสำหรับปรับค่า และปุ่มด้านล่างของเครื่องอีก 2 ปุ่ม ปุ่มกดทั้งหมดบนเครื่องสามารถตั้งค่าการทำงานใหม่ได้ผ่านซอฟต์แวร์ TotalMix FX ที่มากับไดร์เวอร์ได้
สำหรับรายละเอียดสเปกอื่น ๆ ของ Babyface Pro ที่น่าสนใจมีดังนี้
-
- รองรับความละเอียดสูงสุด 24 bit 192 kHz
- ปรับขนาด buffer ได้ตั้งแต่ 48 – 8192 samples
- เทคโนโลยี SteadyClock ช่วยให้สัญญาณ Clock มีความเสถียรและทนต่อ Jitter
- ใช้ Direct Digital Synthesizer (DDS) แทน Clock แบบ Quartz เพื่อสังเคราะห์สัญญาณ Clock ความถี่ที่ต้องการได้อย่างอิสระ
- ใช้ชิป FPGA สำหรับการประมวลผล Mixer, Parametric EQ 3 ย่านความถี่ และ Level Meter ภายในตัวเครื่อง
- ช่องต่อสัญญาณเสียงขาเข้ารวม 12 ช่อง
- ช่องต่อสัญญาณเสียงขาออกรวม 12 ช่อง
- ช่องต่อ MIDI in และ Out จำนวน 1 คู่
- เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่าน USB 2.0 และสามารถตั้งค่าการเชื่อมต่อให้เป็นแบบ Class Compliant เพื่อต่อกับ iPad และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องลงไดร์เวอร์เพิ่มเติม
Pingback: รีวิว ลำโพง Creative Pebble | RE.V –>