รีวิว Libratone Live ลำโพง AirPlay น้องใหม่ ไฟแรง ดีไซน์เก๋

Performance

Libratone Live

สิ่งที่ผมตกใจจากการฟังเพลงผ่านเจ้า Libratone Live ครั้งแรกคือเบสอันทรงพลังของมัน เสียงมันดัง และลึกกว่าที่คาดคิดไว้ เสียงกลางนั้นออกมากำลังพอดี ไม่บาง ไม่หนาจนเกินไป เสียงแหลมจัดว่าเป็นทีเด็ดของลำโพงตัวนี้ เสียงคมชัด เป็นธรรมชาติมาก มิติเสียงออกมากว้าง

แต่อย่างไรก็ตามในเพลงบางแนว เช่น เพลงร็อคที่มือเบสดีดเบสเป็นเมโลดี้เลย อย่างป๋าเทตซึยะแห่ง L’Arc~en~Ciel เสียงเบสมันจะดังไปกลบช่วงเสียงกลางและแตกพร่าเลย แน่นอนไม่ต้องตกใจ เพราะเราสามารถแก้ไขได้

เนื่องจากลำโพงของ Libratone ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า FullRoom ในการสร้างมิติของเสียงขึ้นมา โดยปกติแล้วลำโพงทั่ว ๆ ไปนั้น หากเราต้องใช้ลำโพงสองตัวขึ้นไปเพื่อสร้างมิติของเสียงขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามมันจะมีจุดที่มิติของเสียงออกมาดีที่สุดเพียงจุดเดียวเท่านั้น แต่ FullRoom จะใช้ลำโพงตัวเดียว แต่มีดอกลำโพงในการขับเสียงช่วงความถี่ต่าง ๆ ในการขับเสียงออกไปในทิศทางที่กำหนดไว้สะท้อนกับผนังห้อง ทำให้ไม่ว่าจะนั่งฟังเพลงที่ตำแหน่งไหนก็ตามในห้อง ก็จะได้ยินเสียงที่มีมิติเหมือนกันทุกตำแหน่ง เหมือนกับเสียงที่ออกมาจากเครื่องดนตรีจริง ๆ ซึ่งจะช่วยให้การจัดวางลำโพงนั้นง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องของจุดที่มิติเสียงจะออกมาดีที่สุดนั้นเอง

สรุปแล้ว หลักการทำงานของ FullRoom นี้ก็คล้าย ๆ กับพวกลำโพง sound bar ที่ให้เสียงแบบรอบทิศทางนั้นเอง เพราะฉะนั้นการตั้งค่าปกติมันก็คงจะใช้งานไม่ได้กับทุกห้อง ซึ่งเสียงที่เป็นปัญหาส่วนมากก็คือเสียงเบสนี้แหละ ซึ่งลำโพงแบบนี้ที่ราคาสูงหน่อยก็จะต้องมีระบบปรับลำโพงให้เข้ากับห้องมาให้ แน่นอน Libratone ก็มีระบบที่ว่านี้เช่นกัน

Libratone Live

สำหรับการตั้งค่าต่าง ๆ ของลำโพงนั้น จะทำผ่านแอพของ Libratone โดยเมื่อเข้าไปเราจะเจอรายชื่อลำโพง Libratone ในเครือข่ายทั้งหมด พร้อมความแรงของสัญญาณ WiFi ของลำโพงตัวนั้น

Libratone Live

สำหรับการควบคุมลำโพงผ่านแอพนั้น จะควบคุมในส่วนของการปรับแต่งระบบ FullRoom เปลี่ยนน้ำเสียงของลำโพง และการปรับระดับความดังเสียง ในกรณีที่เราใช้ช่อง 3.5 มม. ถ้าเป็น AirPlay เราสามารถปรับระดับเสียงจาก iTunes หรือ iDevice ได้โดยตรง

Libratone Live Libratone Live

การปรับแต่งระบบ FullRoom นั้น เริ่มต้นแอพจะให้เลือกสถานที่ที่วางลำโพง วางบนชั้น – โต๊ะ หรือบนพื้น จากนั้นจะให้เราบอกระยะห่างของกำแพงแต่ละด้าน ห้องที่ผมวางลำโพงไว้กว้างยาวประมาณ 2.5 x 3 ม. ตั้งเสรีจให้กด Apply

พอปรับลำโพงเรียบร้อยแล้ว เสียงที่ได้นั้นดีขึ้นมาก เบสที่ได้ฟังชัดเจน เป็นลูก ๆ ไม่แตกพร่า สร้างสมดุลกับเสียงช่วงกลางและเสียงแหลม โดยไม่ทิ้งความทรงพลังและลึกของมัน มิติของเสียงที่เคยมีตี ๆ กันบ้าง ออกมาดีขึ้น มิติออกมากว้างขึ้น แยกแยะเสียงต่าง ๆ ดีขึ้น จนนึกว่าเป็นลำโพงคนละตัวกัน ผมลองย้ายไปนั่งตำแหน่งอื่น ๆ ในห้องก็พบว่าการแยกมิติของมันยังทำได้ดีเลยทีเดียว

Libratone Live

หากเรายังไม่พอใจเสียงที่ได้ เราสามารถเปลี่ยนน้ำเสียงของลำโพงได้อีก ผ่านทางเมนู Voicing ซึ่งจะมีแนวน้ำเสียงให้เลือกดังนี้

  • Neutral เสียงปกติของลำโพง
  • Easy listening เสียงแหลมจะลดลงมา ทำให้เสียงมันสมดุลและฟังง่ายขึ้น อันนี้เหมาะมากถ้าคุณฟังอะไรดัง ๆ มาทั้งวันแล้ว ตอนช่วงผมใกล้ง่วงก็เปลี่ยนเป็นเสียงแบบนี้ ไม่แสบหูดี
  • Soft and Comfortable ปรับช่วงเสียงเบสและเสียงกลาง เสียงที่ได้จะคล้ายกับการฟังชุดลำโพง 2.0
  • Rock the house อันนี้ตรงตัว เพิ่มเบส ปรับเสียงกลองเบสให้ฟังชัดขึ้น ช่วงเสียงกลางจะหนาขึ้นด้วย
  • Jazz club เน้นเสียงร้อง เครื่องดนตรีอคูสติกขึ้นมา เสียงเครื่องดนตรีอื่นจะปรับให้เด่นน้อยลง
  • Movie time ปรับเสียงเบสกับแหลมของลำโพงให้เหมาะกับการชมภาพยนตร์ พวกเสียงระเบิด เสียงปืนจะเป็นธรรมชาติขึ้น
  • Live concert ปรับเสียงให้เหมาะกับพวกบันทึกการแสดงสด ที่เสียงมันจะมีเปลี่ยนไปมา ดังค่อยไม่เท่ากัน

การทำงานของ Voicing นี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันคือการปรับ EQ อย่างเดียว หรือมันมีการปรับเรื่องของการประมวลผลของระบบ FullRoom เพิ่มเติมหรือเปล่า แต่เสียงหลังปรับแล้ว รู้สึกว่าเหมือนเป็นลำโพงคนละตัวกันเลย

สำหรับใครที่กลัวว่า เสียงที่ผ่าน AirPlay จะออกมาบี้ แบน แห้ง เหมือนกับพวกลำโพงไร้สายที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ ก็รับรองว่าออกมาดีแน่นอน เพราะ Apple ใช้ Apple Lossless เป็นรูปแบบในการส่งสัญญาณเสียงผ่าน Wi-Fi มาที่ลำโพง โดยไม่มีการบีบอัดเหมือนการส่งสัญญาณเสียงผ่านบลูทูธ ซึ่งจะมีการบีบอัดความถี่จาก 44 KHz เหลือประมาณ 8 – 16 KHz ทำให้เสียงออกมาดีเหมือนเราเชื่อมต่อผ่านสายเลย แต่อย่างไรก็ตามหากสัญญาณ Wi-Fi ไม่ดีหรือเราท์เตอร์โหลดเยอะมาก อาจจะทำให้เสียงมันกระตุกได้ เท่าที่ผมลองใช้มา ผมเจอปัญหาเสียงไม่ยอมมาหลังจากการใช้งานไป 4 – 5 ชม. แต่พอปิดลำโพงแล้วเปิดใหม่ก็กลับมาเล่นได้ปกติเหมือนเดิม

Conclusion

Libratone Live

หลังจากที่ได้อยู่กับเจ้า Libratone Live มาสามคืน ต้องยอมรับว่ามันเป็นลำโพงที่มีน้ำเสียงเก่งเกินตัวจริง ๆ เสียงของมันดีกว่าชุดลำโพง Klipsch Quintet II + Jamo Sub 200 ที่ผมใช้ประจำซะอีก เสียงแบบที่ไม่ได้ปรับแต่งอะไรของมันเหมาะมากกับเพลงสากลดัง ๆ สมัยนี้ ที่เน้นเสียงอิเล็กทรอนิกส์และเสียงร้องอันทรงพลัง แต่ถ้าเราได้ปรับแต่งเสียงให้เข้ากับห้องแล้ว เสียงมันก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก และเหมาะกับเพลงทุกแนวด้วย เทคโนโลยี FullRoom ทำให้เสียงมันฟังออกมาดี มีมิติทั่วทั้งบริเวณห้อง เหมาะแก่การเป็นลำโพงไว้เปิดเพลงฟังตอนมีปาร์ตี้เล็ก ๆ ที่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

แต่ที่หงุดหงิดเล็กน้อยคือ AirPlay มันจะต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้านนี้แหละ ทำให้ถ้าเราอยากเอาไปใช้ที่อื่น จะต้องพกเราท์เตอร์ออกไปด้วย หรือใครจะเอา iPhone เปิด Wi-Fi Hot Spot ก็ไม่ว่ากัน

ถ้าจะให้เทียบเจ้า Libratone Live กับลำโพงตัวอื่นในตลาดแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นต้องไปเทียบกับลำโพง AirPlay อันดับหนึ่งอย่าง B&W Zeppelin Air เท่าที่ผมเคยลองฟัง Zeppelin ตัวแรกมา เสียงที่ได้ออกมาดีเหมือนกัน แต่คนละแนวกัน เสียงของ Libratone จะออกมากว้างและมีมิติทั่วทั้งห้อง ในขณะที่ B&W คุณต้องนั่งฟังเพลงอยู่ตรงหน้าลำโพงน่ะแหละ แต่โดยส่วนตัวผมชอบน้ำเสียงของ B&W มากกว่า (แฟนบอย ?)

เรื่องของการดีไซน์ จริง ๆ มันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลเลยนะ แต่โดยรวมผมชอบแนวทางการดีไซน์ของ Libratone มากกว่า ซึ่งการดีไซน์ของเขาจะออกแนวเฟอร์นิเจอร์จากประเทศในแถบเดียวกันอย่าง IKEA ดูซอฟต์ ๆ และมีสีสันกว่า B&W ที่ออกแบบมาเป็นลำโพง Hi-Fi หรู ๆ

ส่วนเรื่องของฟังก์ชั่นอื่น ๆ ถึงแม้ว่า Libratone Live จะสามารถปรับแต่งวงจร DSP ได้มากกว่า แต่เรื่องการเชื่อมต่อนั้น Zeppelin Air นั้นเหนือกว่ามาก เพราะมีทั้ง Dock Connector เชื่อมต่อเสียงแบบดิจิตอลผ่านทาง optical และ USB พอร์ต LAN สำหรับเชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้าน และ Composite Video แถมยังมีรีโมทไว้ให้ปรับระดับเสียง และควบคุมโปรแกรม iTunes โดยไม่ต้องผ่านแอพ Remote ด้วย ปุ่มหน้าลำโพงของ Live ทำได้แค่ปิดเสียงกับ sleep ลำโพงเท่านั้น

สุดท้ายคือเรื่องราคา ในต่างประเทศนั้น Zeppelin Air นั้นราคาถูกกว่า Libratone Live อยู่ประมาณ 100 ปอนด์ แถมถ้าใครจะเอาลำโพงสี Blood Orange และ Lime Green ที่ทำจากผ้าแคชเมียร์จะต้องเพิ่มเงินจากสีปกติอีกประมาณ 100 ปอนด์ ทำให้จัดว่าเป็นลำโพงที่มีราคาสูงตัวนึงเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามทางเซลล์ Libratone แจ้งว่าราคาที่ขายในไทยรวมภาษีนำเข้าต่าง ๆ แล้วนั้นจะไม่ได้แพงระยับเท่ากับยี่ห้ออื่น ๆ แน่นอนครับ

สรุป ใครที่ต้องการลำโพงเสียงดี ดีไซน์สวย ไม่เน้นฟีเจอร์เยอะ ไปประดับตบแต่งบ้าน และเอาไว้เปิดเพลงฟังเองหรือฟังกับเพื่อน ๆ ตอนมาปาร์ตี้กันที่บ้าน Libratone Live คือตัวเลือกของคุณครับ

More info

Libratone

One thought on “รีวิว Libratone Live ลำโพง AirPlay น้องใหม่ ไฟแรง ดีไซน์เก๋

  1. Pingback: RE.V-> 2012 Roundup

Leave a Reply